เดินสะดุดบ่อย รองเท้าหลุดไม่รู้ตัว... ระวัง! คุณอาจกำลังเป็น "ภาวะเท้าตก" โดยไม่รู้ตัว

เดินสะดุดบ่อย รองเท้าหลุดไม่รู้ตัว... ระวัง! คุณอาจกำลังเป็น "ภาวะเท้าตก" โดยไม่รู้ตัว
"หมอครับ... ช่วงนี้ผมเดินสะดุดพื้นบ่อยมาก ใส่รองเท้าแตะก็หลุดกระเด็นตลอด ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น"
คนไข้ชายวัย 50 ปี เป็นผู้บริหารบริษัท เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางแปลกๆ คือเวลาเดินต้อง "ยกขาสูงกว่าปกติ"เหมือนคนกำลังก้าวย่างข้ามสิ่งกีดขวาง เพื่อไม่ให้ปลายเท้าครูดกับพื้น
คนไข้เล่าว่า อาการเริ่มเป็นหลังจากที่ต้องนั่งประชุมยาวติดต่อกันหลายชั่วโมง และมีนิสัยชอบ "นั่งไขว่ห้าง" เป็นประจำ ตอนแรกรู้สึกชาๆ ที่หน้าแข้งและหลังเท้า คิดว่าเดี๋ยวก็หาย แต่พอผ่านไปเป็นสัปดาห์ กลับพบว่าตัวเองสั่งกระดกข้อเท้าขึ้นไม่ได้
จะขับรถ ยกเท้าจากคันเร่งมาเหยียบเบรกก็ลำบาก จะใส่รองเท้าแตะเดินในบ้าน รองเท้าก็หลุดออกจากเท้าดื้อๆ เพราะนิ้วเท้ามันจิกพื้นไม่ได้
อาการแบบนี้ ทางการแพทย์เราเรียกว่า "ภาวะเท้าตก" หรือ Foot Drop ครับ
มันไม่ใช่โรค แต่เป็น "อาการ" ที่บ่งบอกว่าระบบสั่งการของร่างกายกำลังมีปัญหา วันนี้หมอจะพามาทำความรู้จักกับภาวะนี้ เพื่อให้เราตระหนักและรักษาได้ทันท่วงทีครับ
ภาวะเท้าตก คืออะไร?
อธิบายง่ายๆ คือ ภาวะที่เรา "ไม่สามารถกระดกปลายเท้าขึ้นได้" ครับ
ปกติเวลาเราเดิน จังหวะที่ยกเท้าก้าวไปข้างหน้า สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อหน้าแข้งดึงปลายเท้าขึ้น เพื่อให้เท้าพ้นจากพื้น แต่คนที่เป็นภาวะนี้ เหมือนเชือกที่ใช้ดึงเชิดหุ่นกระบอกมันขาดไปครับ ทำให้ปลายเท้าห้อยตกลงมา
ผลคือ เวลาเดิน ปลายเท้าจะไปขูดกับพื้น ทำให้ต้องแก้ปัญหาด้วยการยกเข่าให้สูงขึ้น (Steppage gait) หรือบางคนก็เดินลากเท้าเสียงดัง แซ่กๆ ๆ
สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง? (ใครคือจำเลย?)
การที่เท้าเราไม่ขยับ สาเหตุหลักมักมาจาก "เส้นประสาท" ที่ทำหน้าที่สั่งการกล้ามเนื้อหน้าแข้ง มันเกิดการบาดเจ็บหรือถูกกดทับครับ ซึ่งจุดที่เกิดเหตุบ่อยๆ มี 3 จุดหลักๆ คือ:
1. เส้นประสาทบริเวณหัวเข่า (Common Peroneal Nerve)
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด! เส้นประสาทเส้นนี้จะวิ่งอ้อมผ่าน "หัวกระดูกข้างเข่า" (ด้านนอก) ซึ่งมันอยู่ตื้นมากครับ แค่ผิวหนังหุ้มไว้
ใครที่ชอบ "นั่งไขว่ห้าง" นานๆ, นั่งพับเพียบ, นั่งยองๆ, หรือนอนตะแคงทับด้านข้างขานานๆ เส้นประสาทตรงนี้จะถูกกระดูกกดทับจนช้ำ ทำให้ไฟไม่เดิน สั่งงานไปที่เท้าไม่ได้ครับ
2. เส้นประสาทที่กระดูกสันหลัง (L4-L5)
ถ้าหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทระดับเอวข้อที่ 4 หรือ 5 (L4, L5) ก็จะทำให้เกิดอาการเท้าตกได้เช่นกัน แต่กรณีนี้มักจะมีอาการ "ปวดหลังร้าวลงขา" ร่วมด้วยอย่างชัดเจน
3. โรคทางสมอง (Brain)
เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือเนื้องอกในสมอง ก็ทำให้เท้าตกได้ แต่กลุ่มนี้มักจะมีอาการ "อ่อนแรงครึ่งซีก" คือเป็นทั้งแขนและขา พูดไม่ชัด หรือหน้าเบี้ยวร่วมด้วย (ถ้ามีอาการเหล่านี้ ให้รีบไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ)
ขั้นตอนการสืบหาความจริง (Diagnosis)
เมื่อมาพบหมอ เราจะต้องแยกให้ออกครับว่าสาเหตุมาจาก "เข่า" หรือ "หลัง" หรือ "สมอง" เพื่อการรักษาที่ถูกจุด
1. ตรวจร่างกาย:
หมอจะให้ลอง "เดินด้วยส้นเท้า" ครับ ถ้าทำไม่ได้ ปลายเท้าตกลงมาทันที แสดงว่ามีอาการจริง และหมอจะเคาะดูปฏิกิริยาของเส้นประสาท (Reflex) รวมถึงหาจุดชาที่ผิวหนัง
2. เอกซเรย์และ MRI:
ถ้าสงสัยว่ามาจากหลัง หมอจะส่งตรวจ MRI กระดูกสันหลัง แต่ถ้าสงสัยที่เข่า อาจจะดูว่ามีก้อนซีสต์ หรือกระดูกงอกไปทับเส้นประสาทไหม
3. ตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย (EMG/NCV):
อันนี้เป็นการตรวจสอบที่แม่นยำมากครับ เหมือนการเช็คสายไฟในบ้าน หมอจะใช้เครื่องมือวัดความเร็วของกระแสประสาท ว่ามันไปติดขัดหรือขาดหายที่ช่วงไหน (ที่เข่า หรือที่หลัง) และบอกได้ว่าเส้นประสาทเสียหายรุนแรงแค่ไหน
แนวทางการรักษา: จะกลับมาเดินปกติได้ไหม?
ข่าวดีคือ "ส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ครับ" แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน เพราะเส้นประสาทเป็นเนื้อเยื่อที่โตช้ามาก (ประมาณวันละ 1 มิลลิเมตร)
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)
- กำจัดสาเหตุ: เลิกนั่งไขว่ห้าง เลิกนั่งพับเพียบ หรือท่านั่งที่กดทับบริเวณข้างเข่าเด็ดขาด
- ใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้า (AFO - Ankle Foot Orthosis): เป็นอุปกรณ์ดามกันเท้าตก เพื่อให้เดินได้สะดวกขึ้น ไม่สะดุดล้ม และป้องกันไม่ให้เอ็นร้อยหวายยึดตึง
- ยาบำรุงปลายประสาท: วิตามินบี 1-6-12 (Mecobalamin) เพื่อช่วยเร่งการซ่อมแซมเส้นประสาท
- กายภาพบำบัด: กระตุ้นไฟที่กล้ามเนื้อ (Electrical Stimulation) เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบระหว่างรอเส้นประสาทฟื้นตัว และฝึกยืดเหยียดเอ็นร้อยหวาย
2. การผ่าตัด (Surgery)
เราจะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่:
- ตรวจพบก้อนถุงน้ำ (Cyst) หรือก้อนเนื้องอก ไปกดทับเส้นประสาทชัดเจน
- เป็นสาเหตุจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่รุนแรง (อันนี้ต้องรีบผ่าเพื่อกู้เส้นประสาทคืน)
- ในรายที่เป็นมานานเกิน 1 ปี แล้วไม่ฟื้น อาจต้องผ่าตัด "ย้ายเส้นเอ็น" (Tendon Transfer) คือเอาเส้นเอ็นอื่นที่ยังดีอยู่ มาทำหน้าที่กระดกเท้าแทนครับ
ระยะเวลาการฟื้นตัว
- ถ้าระบบประสาทแค่ช้ำๆ (Neurapraxia): จากการนั่งไขว่ห้าง อาจหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน
- ถ้าเส้นประสาทเสียหายปานกลาง: อาจใช้เวลา 3-6 เดือน
- ถ้าเส้นประสาทขาดหรือเสียหายหนัก: อาจใช้เวลาเป็นปี หรืออาจฟื้นตัวไม่สมบูรณ์
บทสรุป: อย่าชะล่าใจกับอาการสะดุด
อาการเท้าตกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะนอกจากจะทำให้เดินลำบาก เสียบุคลิกแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการ "หกล้ม"โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่กระดูกสะโพกหักได้
ถ้าท่านหรือคนใกล้ตัว เริ่มรู้สึกว่ากระดกนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดบ่อย หรือเดินสะดุดพื้นเรียบๆ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ครับ
ยิ่งเจอสาเหตุเร็ว เส้นประสาทยิ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้สมบูรณ์ครับ และฝากไว้สำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ... "ลดการนั่งไขว่ห้าง" ลงบ้างนะครับ เส้นประสาทข้างเข่าจะได้ไมร้องไห้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
#เท้าตก #FootDrop #เดินสะดุด #รองเท้าหลุด #นั่งไขว่ห้าง #กระดูกทับเส้น #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PeronealNerve #ชาขา #กายภาพบำบัด
Comments
Post a Comment